article

ประชากรคนตัวจิ๋ว แห่งภูเขาหิมะ รัฐคะฉิ่น เสี่ยงสูญสิ้นเผ่าพันธุ์

นายตานฉ่วย รัฐมนตรีช่วยกระทรวงวัฒนธรรมของพม่าได้ออกมาเปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า ชนเผ่าทะรอง หรือคนตัวจิ๋วแห่งเมืองปูเตา รัฐคะฉิ่นนั้นเสี่ยงที่จะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ขณะที่ประชากรของชนเผ่าทะรองในปัจจุบันเหลือเพียง 5 คนเท่านั้น ในปี 2003 จากการศึกษาของภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยย่างกุ้งพบว่า ประชากรชนเผ่าทะรองนั้นเหลือแค่ 5 คน โดยมี 4 พี่น้องและผู้สูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปี ขณะที่ทั้งหมดมีความสูงระหว่าง 102 – 137 เซนติเมตร ขณะที่รัฐมนตรีช่วยกระทรวงวัฒนธรรมของพม่าระบุว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก หากทางกระทรวงวัฒนธรรมของพม่าจะดำเนินโครงการที่จะช่วยไม่ให้ประชากรชาวทะรองสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ โดยระบุไม่สามารถทำงานเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องได้รับคำเสนอแนะและความช่วยเหลือจากรัฐบาลท้องถิ่นรัฐคะฉิ่น ในปี 1997 ดร. Alan Rabinowitz นักสัตววิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ที่มีโอกาสได้มีโอกาสพบและใช้เวลาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตประชากร 5 คนสุดท้ายของเผ่าทะรอง และผู้นำชนเผ่าทะรอง ซึ่งคือ ดะวี วัย 39 ได้อธิบายกับเขาว่า จำนวนตัวเลขทารกชาวทะรองเกิดมาพร้อมภาวะบกพร่องทางร่างกาย มีลักษณะรูปร่างแคระแกร็นลงเรื่อยๆ จึงทำให้ผู้สูงวัยอาวุโสชาวทะรองตัดสินใจที่จะให้เผ่าพันธุ์สูญสิ้นดีกว่าให้เด็กทารกเกิดมามีความบกพร่องทางร่างกายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางรัฐมนตรีช่วยกระทรวงวัฒนธรรมพม่ากล่าวว่า ชาวทะรองควรจะได้รับการศึกษาโดยเฉพาะในเรื่องที่หญิงชาวทะรองไม่ควรห้ามตัวเองมีลูก เพราะจะทำให้เผ่าทะรองสูญสิ้น นอกจากนี้อีกสาเหตุที่ทำให้ประชากรชาวทะรองแท้ลดจำนวนลงเรื่อยๆ มาจากชายทะรองมีลักษณะเตี้ยและมีฐานะยากจน จึงทำให้ผู้หญิงทะรองและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ […]

กว่าจะถึงวันที่ฉันเป็นคนไทย 100 %

นายโชค แซ่โฟ้ง หรือนายวิเชียร จาเล บุคคลที่ประสบปัญหาไร้สถานะบุคคลในผืนแผ่นดินไทย เขาได้ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของตนเอง โดยหวังว่าจะได้สิทธิความเป็นพลเมืองไทยโดยสมบูรณ์ในสักวันหนึ่ง นายโชค แซ่โฟ้ง เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2534 (แต่ในความเป็นจริงแล้วเกิดเมื่อ 9 สิงหาคม 2533) ที่โรงพยาบาลบ่อไร่ จังหวัดตราด มีบิดาเป็นคนสัญชาติไทย ชื่อนายวิชัย จาเล ปัจจุบันได้เสียชีวิต ทำให้การยืนยันเพื่อพิสูจน์ความเป็นไทยของนายโชคเป็นเรื่องยาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางออกสำหรับปัญหาเหล่านี้เลย และนั่นก็เป็นที่มาของเรื่องราวการต่อสู้ที่ยาวนานอีกเรื่องราวหนึ่งในชีวิตของเขา เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากที่โชค เกิดได้ไม่นาน นางจันทร์ศรี ศรีโลเพี้ยน หรือ นางศรี แซ่โฟ้ง ผู้เป็นแม่ ก็ได้พาโชคไปให้ นายเลาสูโล ศรีโลโฟ้ง และนางเจียม ศรีโลเพี้ยน ผู้เป็นตากับยายเลี้ยงดู หลังจากบิดากับมารดาก็แยกทางกัน ในขณะที่เกิดทางโรงพยาบาลได้ออกหนังสือรับรองการเกิดให้โชคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่แม่ไม่ได้นำไปแจ้งเกิดกับทางสำนักทะเบียนอำเภอบ่อไร่ เพื่อออกสูติบัตร ต่อมาผู้เป็นพ่อ ได้เคยไปแจ้งเพิ่มชื่อที่สำนักทะเบียนอำเภอบ่อไร่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับแจ้ง เนื่องจากมารดาไม่มีเอกสารใด ๆ ประกอบกับพ่อกับแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและผู้เป็นพ่อไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร ซึ่งหมายถึงโชคด้วย ทำให้เกิดปัญหาในช่วงเวลานั้น แต่ปัจจุบันตาม มาตรา 7 […]

สารจากผู้สูญเสียที่ทำกินสู่ข้อเสนอ คสช. ถึงเวลาชุมชนทวงสิทธิ์พิทักษ์ป่า

เสียงสวดมนต์ก้องป่าลึกในบ้าน “แม่ป่าเส้า” อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อครั้งโครงการสื่อสารสุขภาวะชุมชนชายขอบนำสื่อมวลชนลงพื้นที่บวชป่าร่วมกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บททวงคืนผืนป่า ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดั่งเสื้อเกราะบาง ที่ชาวบ้านรู้ว่าไม่อาจป้องกันชีวิตและทรัพยากรได้ทั้งหมด แต่ก็ยังต้องทำตามจารีต ประเพณีด้วยหวังสิ่งศักดิ์สิทธิจะสนองตอบต่อความรักและความผูกพันระหว่างชาวบ้านและผืนป่าบ้าง หลังจากหลายหมู่บ้านเผชิญชะตากรรมเสียผืนนา ผืนไร่ให้กับแผนพัฒนาของรัฐบาล อาทิ แปลงปลูกยางอายุนับ 10 ปี และนาข้าวที่ทำกินมานานกว่า 15 ปี เคราะห์ร้ายดังกล่าวส่งให้ชาวบ้านเกิดน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นชนชั้นกสิกร แต่มีทางเลือกต่อสู้เพื่อสิทธิดังกล่าวไม่มากนัก ภายหลังจากร้องเรียนกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) แล้ว ชาวบ้านจึงเลือกรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนสภาพปัญหา เสร็จสิ้นพิธีบวชป่า ชาวบ้านร่วมวงเสวนา “การจัดการทรัพยากรป่าในมุมมองที่หลากหลาย” หนึ่งในสมาชิกร่วมเสวนาสะท้อนผกระทบจากแผนแม่บท มีนางอามีมะ เลายี่ปา ชาวบ้านห้วยหก ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นตัวแทนชาติพันธุ์ลีซอ ที่ทนทุกข์อย่างหนักเมื่อครั้งเธอกลับมาจากรับจ้างทำสวนข้างนอกพบว่า แปลงปลูกข้าวกว่า 5 ไร่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าทำลายข้าวและข้าซโพดพร้อมปักป้ายยึดคืนพื้นที่ โดยไม่มีการเข้ามาพูดคุยหรือแจ้งเตือนกับชาวบ้านอย่างเป็นทางการ อามีมะ ย้อนความด้วยน้ำตาว่า เธอมีพื้นที่ทำกินมาหลายสิบปี ทำนาปลูกข้าวและปลูกพืชอย่างอื่นเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว 12 คนรายได้อยู่ที่ประมาณปีละ 30,000 บาท แต่ภายหลังการยึดพื้นที่ เธอไม่สามารถจินตนาการได้ว่า รายได้ที่เหลือจะเป็นเท่าไหร่ต่อปี แต่รู้ว่าลำบากลงทุกวัน “ลูกยังเรียนอยู่ […]

กว่าจะเดินถึงซึ่งฝั่งฝัน ของ ไมค์ มาเยอะ

คนเราทุกคนย่อมมีฝัน แต่จะมีสักกี่คนที่จะได้เดินตามฝัน การจะไปให้ถึงฝั่งฝันของแต่ละคนย่อมพบเจออุปสรรค์ที่แตกต่างกันไป บางคนสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจนเดินถึงฝัน บางคนพบเจออุปสรรคหนักหนาสาหัสจนไปไม่ถึงฝัน บางคนแม้พานพบอุปสรรคมาทั้งชีวิต แต่ก้อยังไม่คิดที่จะทิ้งความฝัน เพื่อวันหนึ่งเขาจะทำมันให้เป็นความจริง แต่มีอีกหลายคนที่มีสิทธิได้แค่ฝันแต่ไม่สามารถทำตามฝันของตัวเองได้ เพียงเพราะเขา เป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ นายศักดา มาเยอะ หรือ ไมค์ ปัจจุบันศึกษาที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา ชั้นปีที่ 1 สาขาการท่องเที่ยว ไมค์ มีความสามารถในด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น ด้านภาษา มีผลการเรียนในระดับดี ด้านการร้องเพลง ไมค์ สามารถร้องเพลงสากล และแต่งเพลงพเราะได้หลากหลายเพลง มีเกียรติบัตรการันตีความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ครั้งหนึ่งของนักเรียนไร้สัญชาติอย่างไมค์ ได้รับคัดเลือกให้เดินทางไปร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออก (JENESYS ๒.๐) ณ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา การร้องขอออกนอกราชอาณาจักรไทยของกลุ่มคนเช่นไมค์ต้องทำหนังสือขออนุญาตปลัดกระทรวงมหาดไทย มันไม่เป็นเรื่องง่ายเลยทุกคนจะได้รับการอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศ ไมค์ มีความฝันอยากไปศึกษาต่อต่างประเทศ และอยากเป็นทหาร อยากมีส่วนในการพัฒนาประเทศชาติ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินเกิดของตนเอง แต่สิ่งที่ไมค์ฝัน ไมค์ไม่รู้ว่ามันจะเกินฝันไปหรือเปล่ากับความคิดฝันของเด็กไร้สัญชาติคนหนึ่งที่อยากรับราชการทหาร เพราะด้วยคุณสมบัติที่ระบุชัดเจน คือ ต้องมีสัญชาติไทย […]

คำกล่าวของ “น้องเนาะดา” ดอกไม้ในสวนขวัญแห่งอำเภอแม่ระมาด นำเสนอต่อ “ท่านเทียนฉาย ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ” – 30 เม.ย. 58

คำกล่าวของ“น้องเนาะดา” ดอกไม้ในสวนขวัญแห่งอำเภอแม่ระมาดนำเสนอต่อ “ท่านเทียนฉาย ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ” เพื่อส่งต่อความเห็นและข้อเสนอของร่างรัฐธรรมนูญไทยและการปฏิรูปประเทศไทยและนำการปฏิรูปประเทศเพื่อรับรอง/คุ้มครอง/พัฒนาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายของเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย[1] กล่าวในวันที่30 เมษายน 2558 ณ อาคารรัฐสภาเขตดุสิต กรุงเทพฯ ภายใต้โครงการ4 หมอชายแดนตาก ร่วมกับองค์กร Save theChildren กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน “หนู นางสาวพรชนก ไม่มีนามสกุล หรือ น้องเนาะดา”ตัวแทนของเด็กและเยาวชนซึ่งประสบปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติจากพื้นที่ชายแดนจังหวัดตากมีความปลื้มปิติและต้องขอขอบพระคุณคณะอนุกรรมการปฏิรูปด้านเด็กและเยาวชน/คณะอนุกรรมการปฏิรูปด้านสังคม/คณะอนุกรรมการปฏิรูปด้านกฎหมาย/และคณะอนุกรรมการปฏิรูปด้านพหุสังคมวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความจำเป็นในการรับรองและคุ้มครองสิทธิของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในรัฐธรรมนูญและนำการปฏิรูปประเทศเพื่อจัดการสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายให้เป็นสากลและสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ เมื่อวานนี้ (29เมษายน 2558) ท่านอาจารย์มีชัยแนะนำให้น้องเนาะดาและเพื่อน ๆรวบรวมรายชื่อเด็กและเยาวชนที่ยังประสบปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาตินำเสนอต่อท่านประธานเทียนฉายน้องเนาะดา และเพื่อน ๆ ตลอดจนพี่ๆที่ทำงานเพื่อเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่ชายแดนตากและเชียงรายจึงได้ระดมรวมรายชื่อเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติโดยในวันนี้ได้รายชื่อมาส่วนหนึ่งเป็นจำนวน1,012 คน ในจำนวนนี้มีเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติซึ่งประสบปัญหาความพิการถึง5 คน ในเด็กจำนวนพันกว่าคนนี้ส่วนใหญ่เป็น “คนต่างด้าวเทียม”คือ เป็นคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยแต่กระบวนการรับรองสิทธิในสัญชาติเป็นไปอย่างล่าช้า ดังเช่นตัวของน้องเนาะดาเอง ซึ่งเกิดในประเทศไทย บนดอยสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตากตั้งแต่ปี 2533 และมีสิทธิในการรับรองสัญชาติไทยตามกฎหมายตั้งแต่ปี2551 แต่จนกระทั่งปัจจุบันเรื่องของน้องเนาะดาก็ยังไม่แล้วเสร็จเพราะประสบปัญหาความไม่รู้กฎหมายของเนาะดาและครอบครัว อคติที่มีต่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติการพิจารณาคำร้องที่ล่าช้า ตลอดจนปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในพื้นที่ชายแดนซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เนาะดาเชื่อว่าเกิดขึ้นกับเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติทุกคนในประเทศไทยและโรคไร้รัฐไร้สัญชาติที่ฝังติดอยู่ในตัวของพวกเรากลายเป็นสาเหตุของการถูกละเมิดสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายด้านอื่น ๆ อีกจำนวนมากจนคล้ายเป็นโรคเรื้อรังที่ดึงดูดความด้อยโอกาสในหลายลักษณะมาสู่น้องเนาะดาและครอบครัว หากให้น้องเนาะดาเล่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติน้องเนาะดาเชื่อว่านั่งคุยกันทั้งวันก็คงเล่ากันได้ไม่หมดเพราะปัญหานี้มันเป็นทุกส่วนในชีวิตของพวกเราจริง ๆน้องเนาะดาขอเล่าบางเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจของพวกเราอย่างมาก 3เรื่อง กล่าวคือ ประการแรก เรื่องสิทธิในนามอันชอบน้องเนาะดาและเพื่อนๆที่ไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนไม่น้อยถูกปฏิเสธสิทธิในนามสกุลทั้งๆที่สิทธินี้รับรองตามกฎหมายแพ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. […]

เส้นตาย ! เปิดต่ออายุ “แรงงานต่างด้าว” กลุ่มบัตรชมพู

ก.แรงงานเตือน “แรงงานลาว” กลุ่มบัตรชมพูประเภท” จ่อหมดอายุ รีบต่ออายุใบทำงาน เริ่มวันที่ 28 ส.ค. – 15 มี.ค. 2561 หากไม่ดำเนินการ ต้องกลับประเทศ ก่อนกลับมาทำงานใหม่ในรูปแบบ MOU นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้แรงงานลาวที่ถือบัตรชมพูมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ บัตรหมดอายุ 1 พฤศจิกายน 2560 และกลุ่มแรงงานทั่วไป บัตรหมดอายุ 31 มีนาคม 2561 ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้จะต้องเข้ารับการปรับสถานภาพเพื่อรับเอกสารรับรองบุคคล (CI) และ Work Permit Card (WP) ของทางการลาวให้แล้วเสร็จก่อนบัตรหมดอายุ โดยทางการลาวกำหนดเดินทางมาปรับสถานภาพแรงงานในประเทศไทยที่ศูนย์การค้าไอทีสแควร์ หลักสี่ กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2560 – 15 มีนาคม […]

‘สุวพันธุ์’ มอบปลัดยธ.ลงพื้นที่ช่วยพิสูจน์สัญชาติชาวมอแกน

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ถูกปรับพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธุ์ได้เซ็นมอบงานให้นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติภารกิจในวันที่ 26-27 พ.ย. ใน จ.สตูล โดยภารกิจดังกล่าวเป็นภารกิจคู่ขนานกับการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมจะนำทีมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยราชการในสังกัด พร้อมขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม ตามโครงการยุติธรรมสู่หมู่บ้าน นำบริการรัฐสู่ประชาชน ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2561 โดยไฮไลท์ของภารกิจครั้งนี้เป็นการให้ความช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์มานิ (ซาไก) และชาวเล (มอแกน) ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและสถาบันติวิทยาศาสตร์ ได้ให้ความช่วยเหลือตรวจดีเอ็นเอเพื่อนำมาเป็นหลักฐานสำคัญในการขึ้นทะเบียนผู้มีสัญชาติไทยและขอออกบัตรประชาชน สำหรับห้องทำงานของนายสุวพันธุ์และทีมงานรัฐมนตรี ไม่มีของใช้ส่วนตัวมากนัก มีเพียงเอกสารราชการและของที่ระลึกต่างๆที่ได้รับมอบจากการลงพื้นที่พบปะชาวบ้านและตรวจเยี่ยมหน่วยราชการในสังกัด คาดว่าทีมงานจะเข้ามาเก็บของและรอความชัดเจนเกี่ยวกับห้องทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนขนย้ายอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวไปยังห้องทำงานใหม่ภายในสัปดาห์หน้า

“น้องนนท์” ยอดนักวิ่งไร้ตัวตนกับฝันติดทีมชาติไทย

นั่นคือความฝัน ความคาดหวัง ของ น้องนนท์ ยอดนักวิ่งวัย 19 ปี เธอเป็นแชมป์รายการใหญ่มาไม่น้อย และ พ.ศ. 2560 ก็เป็นปีที่ยอดเยี่ยม คว้าแชมป์วิ่งราชมงคลรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ 3 โอเวอร์ออลล์หญิง ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร รวมทั้ง เขาชะโงก ซูเปอร์ฮาล์ฟมาราธอน ระยะ 32 กิโลเมตร ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี  รวมทั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา กับแชมป์ “เอฟบี แบตเตอรี่ ริเวอร์แคว ฮาล์ฟมาราธอน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนชิพ 2017” ระยะฮาล์ฟมาราธอน โอเวอร์ออลล์เช่นกัน แชมป์ริเวอร์แคว ด้วยฝีเท้าของเธอ ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยาก เพราะอายุยังไม่ 20 ปี ก็ได้แชมป์ใหญ่มากมาย …ทว่าอุปสรรคขวางกั้นเหมือนเขาลูกใหญ่ก็คือ “สัญชาติ” นนท์ มีเชื้อสายไทย-มอญ เกิดบริเวณตะเข็บชายแดน ไม่มีการแจ้งเกิด ถึงเวลานี้จึงยังไม่มีสัญชาติไทย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ไม่มีนามสกุล ดังนั้นเธอหมดสิทธิ์แข่งขันรายการที่เป็นทางการ และแน่นอน หมดสิทธิ์ติดทีมชาติไทยอย่างที่เธอฝันด้วย “เห็นพี่ๆ ทีมชาติ ทำผลงานให้ประเทศไทย แอบฝันไว้เหมือนกันว่าวันหนึ่ง อยากติดทีมชาติ […]

เด็กไร้สัญชาติได้ไปแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติเป็นกรณีพิเศษ

วันนี้ (20 มิ.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรัชชานนท์ วันเพ็ญ ครูโรงเรียนบ้านห้วยน้ำเย็น ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย พา ด.ช.อาโย เมกากู่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย พร้อมด้วยพ่อและแม่ เดินทางไปยื่นเรื่องที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงราย เพื่อขออนุญาตเดินทางออกนอกราชอาณาจักรและเดินทางกลับมาได้อีก ก่อนหน้านี้ โรงเรียนบ้านห้วยน้ำเย็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ได้รับรางวัลระดับเหรียญทอง ชนะเลิศกิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับพื้นฐาน ชั้น ม.1-ม.3 จึงได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนของประเทศไทย นำนักเรียนที่ชนะเลิศ เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์บังคับมือระดับนานาชาติ ที่ฮ่องกง ในรายการ Hong Kong International Robotics Olympiad 2018 แต่ติดปัญหา เพราะ ด.ช.อาโย เป็นนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติไทย จึงไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ ด.ช.อาโย สามารถเดินทางไปร่วมแข่งขันได้ จึงเสนอขอทางอำเภอและทาง จ.เชียงราย ยื่นเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทางกระทรวงได้อนุมัติในหลักการ โดยให้สิทธิ์เป็นกรณีพิเศษในฐานะเป็นบุคคลที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเป็นกรณีเฉพาะได้ ด.ช.อาโย […]

รอมา 9 ปี ‘หม่อง ทองดี’ ฝันเป็นจริง ได้สัญชาติ เป็นคนไทยแล้ว

หลังจากที่ ‘หม่อง ทองดี’ บุคคลไร้สัญชาติ ที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ในการเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้ามายื่นหนังสือขอสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ และในขณะนี้ทางกรมการปกครองได้มีหนังสือแจ้งว่าได้พิจารณาคำร้อง และเอกสารหลักฐานประกอบคำร้องยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยแล้ว และเห็นชอบให้ยื่นคำขอมีสัญชาติ โดยให้นำหนังสือเห็นชอบที่ลงนามในวันนี้ โดย ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมหลักฐานไปยื่นขอทำบัตรประจำตัวประชาชนที่ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เข้าไปที่เฟซบุ๊กของ หม่อง ทองดี ที่ใช้ชื่อว่า Mong tongdee ก็ได้มีบรรดาเพื่อนฝูง และพ่อแม่พี่น้อง เข้ามาอวยพรแสดงความยินดีกันเป็นจำนวนมาก หลังจากที่ต้องรอมานานถึง 9 ปี นับตั้งแต่เป็นตัวแทนแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่ญี่ปุ่น ขณะอายุ 12 ปี และทันทีที่เดินทางกลับมา รัฐบาลขณะนั้นรับปากว่าจะให้สัญชาติไทยและให้ทุนเรียนจนจบปริญญาเอก แต่ไม่มีความคืบหน้า กระทั่งตัดสินใจยื่นขอสัญชาติไทยเอง เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลของการเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทย มีหน่วยงานของรัฐทำหนังสือรับรอง ประกอบหลักฐานว่าเป็นผู้มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี สำหรับ “หม่อง ทองดี” อยู่ระหว่างเป็นพี่เลี้ยงนักเรียนรุ่นน้อง ที่โรงเรียนห้วยทราย เข้าร่วมการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับที่เมืองทองธานี จากการเปิดเผยของ […]

1 9 10 11 12
Copyright © 2018. All rights reserved.